อยากเป็นนักบินต้องเตรียมตัวอย่างไร

ขั้นตอนที่ 1 การสมัครสอบนักบิน

 

ในปี พ.ศ. 2546 นี้ ทางบริษัทการบินไทย ได้เปิดรับสมัครสอบในระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 30 เมษายน (ผมไม่แน่ใจนะครับ ว่าในปีต่อๆไป จะยังคงเป็นช่วงเวลานี้หรือเปล่า) โดยจะเปิดทำการรับสมัครที่สำนักงานใหญ่ครับ สำหรับเอกสารที่ใช้ในการสมัครก็จะมี รูปถ่าย 1 นิ้ว จำนวน 5 รูป, บัตรประชาชน, ทะเบียนบ้าน, ใบผ่านการเกณฑ์ทหาร, และ Transcript โดยเอกสารทุกอย่างต้องทำสำเนาและรับรองสำเนาถูกต้องมาให้เรียบร้อย และที่สำคัญ อย่าลืมนำตัวจริงมาด้วยนะครับ

 

ในส่วนของคุณสมบัติของผู้สมัคร เอาคร่าวๆเฉพาะที่สำคัญๆแล้วกันนะครับ ก็มี อายุจะต้องไม่เกิน 28 ปี, วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี, ส่วนสูงอย่างน้อย 165 cm, และสายตาปกติครับ

 

ในขั้นตอนแรกนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราจะต้องเตรียมตัว โดยเฉพาะน้องๆที่เพิ่งจบใหม่ๆ ก็คือ Transcript ครับ เนื่องจากว่า แต่ละมหาวิทยาลัยนั้น จะออก Transcript ฉบับสมบูรณ์ให้กับนักศึกษาไม่พร้อมกัน บางที่ออกเร็ว บางที่ออกช้า ดังนั้น น้องๆคนไหนที่เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ และยังไม่ได้รับ Transcript ฉบับสมบูรณ์ ก็คงจะต้องพยายามติดตามเรื่องของ Transcript กับทางมหาวิทยาลัยอยู่เสมอๆนะครับ จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องเอกสารตอนที่มาสมัคร

 

หลังจากนั้น ในเดือนพฤษภาคม ทางบริษัทก็จะประกาศรายชื่อผู้ที่มีสิทธิ์สอบข้อเขียนครับ

 

ขั้นตอนที่ 2 การสอบข้อเขียน

 

ในปีนี้ การสอบข้อเขียนมีขึ้นตอนต้นเดือนมิถุนายนครับ โดยในการสอบนั้นจะใช้เวลาช่วงครึ่งวันเช้าครับ ในส่วนของข้อสอบ (ต้องขอเน้นนะครับว่าผมหมายถึงข้อสอบที่ผมเจอในปี พ.ศ. 2546 นี้เท่านั้น) ได้มีการแบ่งออกเป็น 2 ส่วนครับ คือ ภาษาอังกฤษ และ วิทยาศาสตร์

 

สำหรับข้อสอบภาษาอังกฤษ ถ้าให้ผมแนะนำการเตรียมตัวนะครับ ผมว่าน้องๆคนไหนที่ยังไม่เคยสอบ TOEFL หรือ TOEIC ก็น่าจะลองหาโอกาสไปสอบดูซักครั้งนะครับ เพราะบรรยากาศในการสอบและลักษณะแนวข้อสอบจะคล้ายๆกันครับ คือมี Listening, Grammar, และ Reading ครับ ก็จะได้ถือเป็นการฝึกฝีมือ และก็เพื่อทดสอบตัวเองด้วยว่า เรายังมีทักษะทางด้านไหนน้อยเกินไป เพื่อในช่วงเวลาที่เหลือ เราจะได้สามารถฝึกฝนเพื่อเพิ่มทักษะในด้านนั้นๆให้มากขึ้นได้ และถ้าจะให้ดีผมแนะนำว่าควรสอบ TOEIC นะครับ เพราะถ้าผมจำไม่ผิด จะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 800 บาทเท่านั้นเอง ในขณะที่การสอบ TOEFL จะเสียค่าใช้จ่ายสูงมากถึง US$ 130

 

หลังจากที่เราทำข้อสอบภาษาอังกฤษเสร็จแล้ว เราก็จะเริ่มการทำข้อสอบอีกชุดหนึ่งครับ นั่นคือ การทดสอบความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ครับ

 

สำหรับการทดสอบความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์นั้น ข้อสอบจะมีลักษณะเป็นคำถามแบบเลือกตอบจำนวน 100 ข้อ คำถามทั้งหมดจะครอบคลุมเนื้อหา 4 วิชา คือ คณิตศาสตร์, ฟิสิกส์, เคมี, และ ชีววิทยา (ก็ขอเน้นอีกครั้งนะครับ ว่าผมหมายถึงข้อสอบที่ผมเจอมาในปี พ.ศ. 2546 เท่านั้น) อ้อ…และที่สำคัญ คำถาม-คำตอบทั้งหมด เป็นภาษาอังกฤษล้วน สำหรับการสอบในขั้นตอนนี้ ผมจะขอให้คำแนะนำแยกออกเป็น 2 ส่วนแล้วกันนะครับ

 

ส่วนที่ 1 สำหรับน้องๆที่เรียนจบมาทางด้านสายวิทยาศาสตร์ ต้องบอกก่อนเลยนะครับว่า ห้ามประมาทเด็ดขาด ถึงแม้ว่าเราจะได้เปรียบเพื่อนๆที่ไม่ได้จบมาทางสายวิทยาศาสตร์ก็ตาม ถ้ายังไง หากเราพอมีเวลาว่าง ก็ควรจะพยายามนำหนังสือเรียน โดยเฉพาะช่วงสมัยมัธยมปลาย มานั่งอ่านทบทวนความรู้ดูนะครับ ถ้าไม่รู้จะเริ่มที่วิชาไหน ก็เอาวิชาที่เราถนัดมากที่สุดก่อนก็ได้ครับ จะได้สามารถทบทวนได้เร็ว แล้วค่อยทยอยทบทวนวิชาอื่นๆต่อไป

 

ส่วนที่ 2 สำหรับน้องๆที่ไม่ได้จบมาทางสายวิทยาศาสตร์ ฟังแนวข้อสอบแล้ว บางคนอาจจะกลัวว่าข้อสอบคงยากมาก และกลัวว่าอาจจะทำไม่ได้ ไม่ต้องกลัวครับ ถ้าเราเตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ เราก็จะสามารถทำได้เหมือนกัน (อย่าเพิ่งท้อนะครับ ลองอ่านต่อไปอีกสักนิด ตอนท้ายๆ ผมมีเรื่องอะไรจะมาเล่าให้ฟัง)

 

อ้อ…เรื่องสถานที่สอบ ในปี พ.ศ. 2546 นี้ เค้าจัดให้มีการสอบที่ Impact เมืองทองธานีครับ เพราะฉะนั้น สบายใจได้เรื่องที่จอดรถ แต่ยังไงก็ตาม เผื่อเวลาไว้หน่อยก็ดีนะครับ จะได้มีเวลาพักผ่อนและเตรียมตัวสบายๆ ก่อนที่จะเข้าห้องสอบ

 

หลังจากผ่านการทำข้อสอบไปแล้ว ก็จะมาถึงช่วงเวลาที่ทุกๆคนจะต้องรอลุ้นกันแล้วล่ะครับ นั่นคือ การประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการสอบข้อเขียน ซึ่งจะประกาศช่วงประมาณกลางเดือนมิถุนายนครับ และในการประกาศรายชื่อผู้ที่สอบผ่านข้อเขียนนี้ ก็จะมีการประกาศรายชื่อ พร้อมทั้งวันเวลานัดหมาย เพื่อให้ผู้ที่สอบผ่าน เดินทางไปทำการตรวจร่างกายที่ สถาบันเวชศาสตร์การบิน ที่โรงพยาบาลภูมิพลด้วยครับ

 

ขอเพิ่มเติมอะไรนิดหน่อย ให้น้องๆที่ไม่ได้จบมาทางสายวิทยาศาสตร์ได้ฟังนะครับ พอดีหลังจากการประกาศผลสอบข้อเขียน ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับเพื่อนๆที่สอบผ่านหลายคน และพบว่า มีหลายคนเลยครับ ที่ไม่ได้จบมาทางสายวิทยาศาสตร์ และมาสอบเป็นครั้งที่สองแล้ว เหตุผล ก็เพราะว่า ตอนที่เค้ามาสอบครั้งแรก เค้าไม่ทราบเลยครับว่า แนวข้อสอบจะมีอะไรหรือเป็นยังไงบ้าง เพราะฉะนั้น ในการสอบครั้งแรก เค้าจึงสอบไม่ผ่านครับ แต่หลังจากนั้น พอเค้าทราบว่า แนวข้อสอบเป็นการทดสอบความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เค้าก็เลยไปหาซื้อหนังสือมาอ่าน โดยใช้เวลาในการอ่านและการเตรียมตัวประมาณ 1 ปีครับ พอมาปีนี้ เค้าก็สามารถทำข้อสอบได้ และสามารถผ่านการสอบข้อเขียนได้ด้วย เห็นไหมครับว่า ถ้าหากเราตั้งใจทำจริงๆ เราก็สามารถทำได้อยู่แล้วครับ

 

ขั้นตอนที่ 3 การตรวจร่างกาย

 

อย่างที่ผมได้เกริ่นไว้คร่าวๆก่อนจบในตอนที่แล้วนะครับ ว่าการตรวจร่างกาย เราจะต้องเดินทางไปทำการตรวจที่ สถาบันเวชศาสตร์การบิน โรงพยาบาลภูมิพล โดยการตรวจจะมีขึ้นในช่วงระหว่าง ปลายเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกรกฎาคม โดยคืนก่อนหน้าวันที่เราจะเดินทางไปตรวจ เราจะต้องอดอาหารและน้ำก่อน อย่างน้อย 10 ชั่วโมงครับ

 

ในการตรวจร่างกายนั้น เราจะถูกแบ่งกลุ่มออกเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 5 คน โดยทั้ง 5 คนนี้ จะต้องผ่านการตรวจในห้องต่างๆด้วยกันเสมอ แล้วก็เป็นโอกาสดีครับ ที่เราจะได้พูดคุยและทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ที่เข้ามาทำการทดสอบเหมือนกัน เพราะในบางห้องตรวจเราอาจจะต้องเสียเวลารอนานซักนิดกว่าที่จะได้เข้าไปตรวจ ทีนี้ลองมาดูกันนะครับ ว่าทางสถาบันเวชศาสตร์การบิน เค้าทำการตรวจอะไรบ้าง (ผมขอเล่าเรียงตามลำดับที่ผมตรวจนะครับ)

 

เริ่มต้นด้วยการตรวจปัสสาวะครับ ก็เหมือนกับการไปตรวจตามโรงพยาบาลทั่วๆไป แพทย์จะแจกกระปุกใสๆคนละหนึ่งกระปุก แล้วปล่อยเราให้เข้าไปปัสสาวะในห้องน้ำ เสร็จแล้ว ก็จะออกมาให้แพทย์ทำการเจาะเลือดครับ

 

หลังจากนั้น ก็จะเดินทางไปยังห้อง X-ray เพื่อทำการ X-ray ปอดครับ เสร็จแล้วก็จะไปที่ห้องตรวจสายตา สำหรับในห้องตรวจสายตานี้ จะใช้เวลาค่อนข้างนานครับ เพราะเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสายตามีเยอะมาก แต่ไม่ต้องกลัวนะครับ เราก็แค่พยายามทำตามที่แพทย์อธิบายให้ฟัง ว่าเครื่องแต่ละเครื่อง เค้าต้องการให้เราทำอะไรบ้าง ก็พยายามทำไปตามคำแนะนำนั้นๆครับ

 

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นคำถามที่หลายๆคนอยากรู้มาก นั่นคือ เรื่องการทำ LASIK ครับ ผมไม่ทราบเหมือนกันนะครับ ว่าทางแพทย์ที่ทำการตรวจ มีกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำในการทำ LASIK ก่อนการตรวจร่างกาย ไว้กี่เดือน เอาเป็นว่า หากเรามีความตั้งใจที่จะมาสอบนักบินจริงๆ และเราเป็นคนสายตาสั้น เราก็ควรจะวางแผนทำ LASIK ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี (อันนี้ ผมประมาณการเอาเองนะครับ เพราะผมคิดว่า 1 ปี น่าจะเป็นระยะเวลาที่นานพอสมควร เพื่อเราจะได้สบายใจ และไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้มากนัก)

 

ต่อจากนั้น ก็จะไปเข้าห้องทดสอบการฟังครับ เสร็จแล้วก็จะไปห้องทดสอบคลื่นหัวใจ และวัดความดัน ตามด้วยห้องตรวจทางด้านกายภาพ ได้แก่ ส่วนสูง, น้ำหนัก, ระยะเข่า, ระยะหลัง เป็นต้น และไปจบที่ห้องสุดท้ายคือ ห้องตรวจฟันครับ อ้อ…ถ้าเป็นไปได้ ก่อนมาตรวจ อย่าลืมไปให้ทันตแพทย์เค้าอุดฟันมาให้เรียบร้อยซะเลยนะครับ

 

หลังจากนั้น เราจะต้องมานั่งรอเพื่อพบแพทย์เป็นขั้นตอนสุดท้ายครับ โดยตอนที่เราเข้าไปพบแพทย์ อันนี้จะเข้าไปทีละคนครับ เพราะว่าเราจะต้องถอดเสื้อผ้าออกหมด แล้วแพทย์จะทำการตรวจว่าเป็นไส้เลื่อน และเป็นริดสีดวงทวารหรือไม่ พร้อมทั้งตรวจเรื่องอื่นๆซ้ำอีก 1 รอบ เช่น ฟังหัวใจ, จับกระดูก, การยืนทรงตัว, ตรวจปากและคอ, ตรวจช่องหู เป็นต้นครับ การตรวจทั้งหมดจะใช้เวลาตลอดช่วงครึ่งวันเช้าครับ

 

จบแล้วครับ ขั้นตอนการตรวจร่างกายที่เหลือก็แค่รอฟังผล ที่จะประกาศออกมาตอนต้นเดือนสิงหาคมครับ

 

ก่อนจบผมขอเล่าการเตรียมตัวของผมไว้สักนิดแล้วกันนะครับ (อันนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะครับ) ตลอดระยะเวลาประมาณ 10 เดือนก่อนการตรวจร่างกาย ผมงดทานเหล้า, งดเที่ยวกลางคืน, งดนอนดึก, หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นกะทิ, หลีกเลี่ยงอาหารทอด, หลีกเลี่ยงสัตว์ปีก, งดฟัง Walkman, และที่สำคัญที่สุด ออกกำลังกายเมื่อมีเวลาว่างครับ ถ้าหากวิธีไหนที่น้องๆที่จะสอบเห็นว่าดี ก็ลองเลือกไปปฏิบัติดูแล้วกันนะครับ แล้วเจอกันใหม่ฉบับหน้าครับ

 

ขั้นตอนที่ 4 การสอบสัมภาษณ์กับกัปตันไทย

 

ภายหลังที่ผมผ่านขั้นตอนนี้ไปแล้ว และได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนคนอื่นๆที่ผ่านเหมือนกัน พบว่า แต่ละคน เจอคำถามจากกัปตันไทย ไม่เหมือนกันเลย คำถามทั้งหมดหลากหลายมากครับ เอาเป็นว่า ผมขอเอาตัวอย่างบางคำถามมาเล่าให้ฟังคร่าวๆแล้วกันนะครับ เพราะในขั้นตอนนี้ ผมว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่เราควรจะเตรียมตัวให้พร้อม นั่นก็คือ พักผ่อนให้เพียงพอ, มารอสอบให้ตรงเวลา, ตอบคำถามให้เสียงดังชัดเจน, ตอบคำถามตามจริง ไม่ต้องโกหก, ระหว่างการสอบสัมภาษณ์ต้องมีสติ ไม่ตื่นเต้น, หากตอบคำถามอะไรผิดต้องรีบลืมมันไป เพื่อเตรียมตัวสำหรับคำถามใหม่ แค่นี้ผมก็ว่าน่าจะเพียงพอแล้วนะครับ

 

สำหรับตัวอย่างคำถามที่ผมเกริ่นเอาไว้นั้น ผมก็ขอยกตัวอย่างจากคำถามที่ผมได้เจอเองและที่ได้ยินมาจากคนอื่นๆซัก 2-3 คำถามแล้วกันนะครับ เช่น บริษัท การบินไทย มีชื่อเต็มเป็นภาษาอังกฤษว่าอย่างไร, เครื่องบินสามารถบินได้อย่างไร, หากสอบนักบินไม่ได้ จะทำอย่างไรต่อไป เป็นต้นครับ

 

หลังจากที่เราสามารถผ่านการสอบสัมภาษณ์กับกัปตันไทยได้แล้ว ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบกับ Professor ที่เรียกว่า Aptitude Test แล้วครับ โดยผมจะขอแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนย่อยแล้วกันนะครับ

 

ขั้นตอนที่ 5 การทดสอบกับ Professor / Aptitude Test Part 1 – Paper Test

 

เริ่มแรก ผู้ที่ผ่านการสอบสัมภาษณ์กับกัปตันไทยเข้ามา จะต้องมาสอบรวมกันก่อนครับ โดยจะเป็นการทำข้อสอบในลักษณะ Paper โดยทุกๆ Paper จะเป็นโจทย์ภาษาอังกฤษทั้งหมด ใช้เวลาสอบครึ่งวันเช้าก่อน 1 รอบ แล้วพักเที่ยงครับ และก่อนจะเข้าห้องสอบต่อในช่วงบ่าย Professor ก็จะประกาศรายชื่อเฉพาะคนที่สามารถทำข้อสอบรอบเช้าผ่านเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์เข้าห้องสอบไปสอบต่อในรอบบ่ายได้ หลังจากนั้น ก็จะเริ่มสอบต่อมาเรื่อยๆจนถึงตอนเย็นครับ ก็จะปล่อยให้ทุกคนออกมารอนอกห้อง รออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง Professor ก็จะออกมาเรียกชื่อเฉพาะคนที่ผ่านการสอบรอบบ่าย ให้กลับเข้าไปในห้องสอบได้ เพื่อรอรับฟังการนัดแนะการสอบในขั้นตอนต่อๆไป

 

ในส่วนนี้นะครับ ทุกๆคนก็คงจะต้องเจอกับสถาบันที่รับติวแนวข้อสอบ มาคอยแจกนามบัตรให้ ทั้งในวันที่สอบข้อเขียน และวันที่ไปตรวจร่างกาย (ผมยังได้รับนามบัตรมาตั้ง 3 สถาบันแน่ะครับ) แต่ในความคิดเห็นของผมนะครับ ผมว่าการไปเรียนหรือรับการติวเพื่อทำข้อสอบ ไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นเลยครับ เพราะผมก็ยังคงเห็นว่า วิธีการเตรียมตัวแบบเดิมๆก็น่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดแล้ว คือ พักผ่อนให้เพียงพอ, มารอสอบให้ตรงเวลา, ระหว่างการสอบต้องมีสติ ไม่ตื่นเต้น, หากทำข้อสอบชุดไหนไม่ได้ต้องรีบลืมมันไป เพื่อเตรียมตัวสำหรับข้อสอบชุดต่อๆไป, และที่สำคัญ ไม่ต้องไปสนใจคนข้างๆเลยครับ ว่าเค้าจะทำได้เยอะกว่าเรา หรือกลัวว่าเค้าจะเก่งกว่าเรา เพราะตลอดเวลาที่เรากำลังทำข้อสอบ เราต้องพยายามนึกเสมอครับ ว่าเรากำลังทดสอบกับตัวเราเอง เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปสนใจคนอื่นเลยครับ

 

นอกจากนั้น เพื่อความสบายใจ (อันนี้ผมทำเพื่อให้ตัวเองสบายใจนะครับ) ผมก็ไปเดินตามร้านหนังสือ หาซื้อหนังสือประเภท How to win at Aptitude test หรือไม่ก็ Book for IQ test มาลองทำเล่นๆเวลาว่าง เพื่อเป็นการฝึกสมองไปเรื่อยๆ เท่านี้ ก็น่าจะเพียงพอแล้วนะครับสำหรับการสอบในขั้นตอนนี้ ส่วนอีกขั้นตอนหนึ่ง ไว้คุยกันต่อฉบับหน้านะครับ

 

ขั้นตอนที่ 6 การทดสอบกับ Professor / Aptitude Test Part 2 – Interview by Psychologists

 

การสอบสัมภาษณ์กับ Professor หรือ นักจิตวิทยานั้น จะมีการกำหนดให้เราเข้ารับการทดสอบจาก Professor จำนวน 2 คน โดยคนแรกจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก็จะเป็นการคุยประวัติส่วนตัวเราคร่าวๆ และทดสอบโดยให้เราเล่นเกมส์ในคอมพิวเตอร์ที่ทาง Professor ได้เตรียมมา พอเสร็จแล้ว เค้าจะปล่อยให้เราออกมาพักประมาณ 15 นาที แล้วจึงกลับเข้าไปเพื่อรับการทดสอบจาก Professor อีกคนหนึ่ง

 

การสอบกับ Professor คนที่สองนั้น จะเน้นไปที่การสัมภาษณ์ และพูดคุยกันมากกว่า ดังนั้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก ที่เราจะต้องพยายามเตรียมทักษะการพูดและการฟังภาษาอังกฤษมาให้พร้อม เพื่อเวลาที่เราพูดคุยกับ Professor เราจะไม่ทำให้เค้าเข้าใจผิดไปจากที่เราต้องการจะสื่อออกไป สำหรับผมนั้น Professor ใช้วิธีการชวนพูดคุยกัน ตั้งแต่วัยเด็ก ไล่มาช่วงเรียนประถมศึกษา, มัธยมศึกษา, มหาวิทยาลัย จนมาถึงชีวิตการทำงานในปัจจุบัน ค่อยๆคุยเรียงตามลำดับเหตุการณ์มาเรื่อยๆ (ผมไม่ทราบนะครับ ว่าแต่ละคนจะเจอการถามคำถามเหมือนกันหรือไม่)

 

สำหรับการเตรียมตัวมาสอบสัมภาษณ์นะครับ ผมก็ยังอยากจะขอรักษา Concept เดิมเอาไว้ ก็คือ พักผ่อนให้เพียงพอ, มารอสอบให้ตรงเวลา, ใจเย็นๆ ค่อยๆตอบคำถาม, ตอบคำถามตามจริง ไม่ต้องโกหก, ระหว่างการสอบสัมภาษณ์ต้องมีสติ ไม่ตื่นเต้น, พยายามฟังคำสั่งจาก Professor อย่างตั้งใจ เวลาที่เค้าสั่งให้เราทำอะไร เป็นต้นครับ

 

ส่วนคำแนะนำต่อจากนี้ เป็นคำแนะนำที่ผมได้รับมาจากกัปตันที่ผมนับถือท่านหนึ่ง โดยเค้าได้ให้คำแนะนำผมในการเตรียมตัวสอบด้วยคำ 3 คำครับ (และผมก็ยึดหลักนี้ไปใช้ในระหว่างสอบด้วย) นั่นก็คือ Be Relax, Be Punctual, และ Be Yourself ครับ โดยเฉพาะคำสุดท้ายนะครับ Be Yourself ผมว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่สุดเลยครับ เพราะตอนที่ผมกำลังสอบสัมภาษณ์อยู่กับ Professor ผมก็จะพยายามทำตัวตามสบาย และเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด คิดอย่างไร ก็ตอบไปอย่างนั้น ซึ่งจะทำให้เราไม่เกร็ง และไม่เครียดจนเกินไปครับ

 

เสร็จจากขั้นตอนนี้ เราก็ต้องมารอฟังผลกันครับ ซึ่งจะประกาศผลออกมาตอนต้นเดือนตุลาคม (ช่วงใกล้ๆจะประกาศผล ถ้ารอลุ้นจนนอนไม่หลับ ก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ เพราะผมว่าน่าจะเป็นเหมือนกันทุกคน)

 

ขั้นตอนที่ 7 การทดสอบจิตวิทยาการบิน

 

หลังจากที่เราสามารถผ่านการสอบใน 6 ขั้นตอนแรกมาได้แล้ว ก็จะต้องมาปิดท้ายด้วย การกลับไปสอบจิตวิทยาการบิน ที่สถาบันเวชศาสตร์การบิน โรงพยาบาลภูมิพล เป็นขั้นตอนสุดท้ายครับ สำหรับการสอบจิตวิทยาการบินนั้น ก็จะมีลักษณะคล้ายๆกับการสอบ Aptitude Test กับ Professor เลยครับ เพราะทางสถาบันเวชศาสตร์การบิน ก็แบ่งการสอบออกเป็น 2 ช่วงเหมือนกัน คือ เข้ามาทำ Paper พร้อมกัน 1 วัน แล้วฟังการนัดหมายเพื่อเข้ามาสัมภาษณ์เป็นรายบุคคลอีก 1 วัน โดยรวมอาจจะสบายกว่าการสอบกับ Professor หน่อยก็ตรงที่ว่า คุณหมอที่สอบสัมภาษณ์เราเป็นคนไทย เพราะฉะนั้น เราจะพูดคุยโดยใช้ภาษาไทยกัน เหมือนเดิมครับสำหรับการเตรียมตัว พักผ่อนให้เพียงพอก่อนการมาสอบ สำคัญที่สุด

 

ถึงตอนนี้ก็สิ้นสุดกระบวนการสอบทั้งหมดแล้วล่ะครับ จะเหลือก็แต่รอฟังการประกาศผลครั้งสุดท้ายจากบริษัทเท่านั้น ว่าเราจะสามารถผ่านการสอบเข้ามาได้หรือไม่ ผมก็คงจะต้องขอจบการเล่าประสบการณ์ของผมไว้แต่เพียงเท่านี้นะครับ (หลังจากผ่านมายาวนานถึง 5 ตอน) ผมก็หวังว่าประสบการณ์ทั้งหมดที่ผมได้ถ่ายทอดออกมา คงจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกๆคนที่ได้อ่าน โดยเฉพาะคนที่กำลังเตรียมตัวสอบ ไม่มากก็น้อยนะครับ ขอบพระคุณมากครับ